News UpdateNews in Asia

รถรับจ้างกรุงเทพ และแนวทางการสำรวจข้อมูลเพื่อวางแผนการ ขนส่งสินค้า

รถรับจ้างกรุงเทพ และแนวทางการสำรวจข้อมูลเพื่อวางแผนการ ขนส่งสินค้า รถรับจ้างขนของ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้การวางแผนการ ขนส่งสินค้า ซึ่งเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน โดยทั่วไปจะเกี่ยวข้องกับการวางแผนเพื่อประเมินและเลือกทางเลือกของการก่อสร้างเส้นทางหรือระบบขนส่งสินค้าเพื่อรองรับความต้องการใช้งานในปัจจุบันหรือที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ด้วยเหตุนี้ ผู้วางแผนจึงจำเป็นต้องทำการศึกษาเพื่อให้ได้ข้อมูลสำหรับการคาดการณ์ความต้องการใช้งานที่จะเกิดขึ้นในอนาคตหรือเพื่อประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นอันเนื่องมาจากดำเนินนโยบายหรือโครงการขนส่งสินค้าโดยทั่วไป ข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการศึกษาเหล่านี้ประกอบด้วยข้อมูลประชากรและเศรษฐกิจลักษณะการเดินทาง และระบบขนส่งในพื้นที่ศึกษา ข้อมูลเหล่านี้มักถูกนำมาใช้เพื่อ

1. กำหนดขนาดของระบบขนส่งที่ต้องการเพิ่มเติมอันเนื่องมาจากความไม่เพียงพอของระบบการขนส่งสินค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน
2. เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับคาดการณ์การใช้ที่ดินและการเดินทางที่จะเกิดขึ้นในอนาคต
3. หาความสัมพันธ์ระหว่างประชากร การใช้ที่ดิน และการเดินทางในพื้นที่ศึกษา
4. สร้างแบบจำลองความต้องการเดินทางข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการศึกษาข้างต้น ขึ้นอยู่กับขอบเขตและลักษณะของโครงการ การดำเนินการวางแผนในช่วงที่ผ่านมา

รถรับจ้างขนของ และการกำหนดขอบเขตพื้นที่ในการขนส่งสินค้าเพื่อเก็บข้อมูล

พื้นฐานสำคัญของการวางแผนการขนส่งที่มีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็นการวางแผนระดับใดก็ตาม ฐานข้อมูลที่ดีและมีข้อมูลที่จำเป็นสำหรับการวางแผนอย่างครบถ้วน เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง โดยทั่วไปนักวางแผนการขนส่งนิยมแบ่งกลุ่มข้อมูลเพื่อประโยชน์ในการเก็บรวบรวมและดำเนินการด้านฐานข้อมูลตามสถานที่ตั้งและลักษณะภูมิศาสตร์ของพื้นที่ และประเภทของระบบสาธารณูปโภคการขนส่ง ซึ่งการศึกษาเพื่อการวางแผนมักจะเริ่มต้นด้วยการลากเส้นกำหนดขอบเขตพื้นที่สำรวจข้อมูลหรือพื้นที่ศึกษา เส้นที่กำหนดขอบเขตของพื้นที่ศึกษาหรือล้อมรอบพื้นที่ศึกษานี้มีชื่อเรียกว่า เส้นขอบเขต สำหรับการศึกษาเพื่อวางแผนในเขตเมือง พื้นที่ศึกษานี้อาจครอบคลุมพื้นที่เมืองทั้งหมด นอกจากนี้เมื่อคำนึงถึงการขยายตัวของเมืองในอนาคต ผู้วางแผนควรรวมพื้นที่ชานเมืองที่อยู่รอบนอกเป็นพื้นที่ศึกษาด้วย สำหรับการศึกษาเพื่อวางแผนระดับชุมชน การกำหนดแนวขอบเขตของพื้นที่ศึกษาควรครอบคุลมพื้นที่ที่สนใจและเอื้อต่อการใช้แรงงานหรือจำนวนเที่ยวขนส่งให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ในการเก็บข้อมูลดังกล่าว ทั้งนี้วัตถุประสงค์ของการศึกษาจะเป็นตัวกำหนดขอบเขตของพื้นที่ศึกษา ผู้วางแผนควรพิจารณาวัตถุประสงค์ของการสำรวจและข้อจำกัดที่มีอยู่ทั้งหมดมาพิจารณาในการกำหนดแนวเส้นขอบเขตที่เหมาะสม โดยทั่วไปแนวเส้นขอบเขตมักจะถูกกำหนดให้สอดคล้องกับขอบเขตทางกายภาพของพื้นที่ อาทิ แนวสันเขา และแม่น้ำ เป็นต้น และแนวทางหลักของการสัญจร อาทิ ทางด่วน ทางลัด เป็นต้นเมื่อกำหนดขอบเขตพื้นที่ศึกษาเป็นที่เรียบร้อยแล้ว พื้นที่ศึกษาจะถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ย่อย อย่างไรก็ดี ไม่มีข้อแนะนำที่แน่ชัดสำหรับการกำหนดขนาดและหรือจำนวนของพื้นที่ย่อย มีพื้นที่ย่อยมากเกินไปการวิเคราะห์ก็ยิ่งซับมากขึ้นเท่านั้น ขณะที่ถ้ามีจำนวนพื้นที่ย่อยน้อยเกินไป ก็อาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของการจัดกลุ่มตามจุดปลายของการเดินทาง และอาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของเส้นทางการเดินทางในพื้นที่ด้วย ขนาดของพื้นที่ย่อยอาจพิจารณาได้จาก ขนาดของพื้นที่ศึกษา ความหนาแน่นประชากร รายการข้อมูลที่ต้องการ วัตถุประสงค์การศึกษา และเทคนิคการสร้างแบบจำลองที่นำมาประยุกต์ใช้เงื่อนไขที่พิจารณาในการแบ่งพื้นที่ย่อยมีหลายประการ โดยทั่วไปพื้นที่ย่อยมักจะมีขนาดเล็กกว่าถ้าพื้นที่ศึกษาอยู่ในเขตเมืองที่มีความหนาแน่นมาก และจะมีขนาดใหญ่กว่าถ้าพื้นที่ศึกษาเป็นพื้นที่ชั้นนอกที่มีการกระจายตัวของประชากรสูง ในการสำรวจขนาดเล็กที่มีขอบเขตของพื้นที่ศึกษาไม่มากนัก พื้นที่ศึกษาอาจถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ย่อยในจำนวนที่น้อยกว่าการสำรวจในพื้นที่เขตเมืองขนาดใหญ่ หลักเกณฑ์ง่ายๆ ที่อาจใช้เป็นแนวทางในการแบ่งพื้นที่ย่อยก็คือ เวลาที่ใช้ในการขับรถยนต์ข้ามผ่านพื้นที่ย่อยไม่ควรเกิน 3 ถึง 5 นาที อย่างไรก็ดี ได้มีการกำหนดหลักเกณฑ์ในการแบ่งพื้นที่ย่อยไว้ดังนี้

สถานะทางเศรษฐกิจและสังคม ของประชากรในแต่ละพื้นที่ย่อย

1. ควรมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน

2. ก่อให้เกิดการเดินทางภายในพื้นที่ย่อย น้อยที่สุด

3. ในการแบ่งพื้นที่ย่อยควรคำนึงถึงขอบเขตอันเนื่องมาจากลักษณะทางกายภาพ การเมืองการปกครอง และประวัติศาสตร์ เป็นสำคัญ

4. การแบ่งพื้นที่ควรก่อให้เกิดพื้นที่ย่อยที่มีลักษณะเชื่อมต่อกันเท่านั้น ควรหลีกเลี่ยงการกำหนดพื้นที่ย่อยที่ตั้งอยู่ในขอบเขตของพื้นที่ย่อยอื่นๆ

5. ควรแบ่งพื้นที่ย่อยให้มีจำนวนครัวเรือน ประชากร พื้นที่ หรือจำนวนการสร้างและดึงดูดให้เกิดการขนส่งสินค้า ที่ค่อนข้างสมดุลกันระหว่างพื้นที่ย่อย

6. ควรแบ่งพื้นที่ย่อยโดยอ้างอิงกับการแบ่งพื้นที่ในการทำสัมมะโนประชากรจะเห็นได้ว่าพื้นที่ที่ถูกแบ่งออกเป็นพื้นที่ย่อยสำหรับการวิเคราะห์นั้นสามารถรวมเข้าด้วยกันเป็นกลุ่มพื้นที่ที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้เพื่อให้เกิดความสะดวกในการวิเคราะห์ระดับกลุ่ม โดยอาจใช้แนวถนนเส้นหลักที่วิ่งผ่านพื้นที่เป็นตัวแบ่ง ข้อมูลที่เก็บจากพื้นที่ย่อยต่างๆ จะต้องนำมารวมเป็นข้อมูลระดับกลุ่ม ด้วยเช่นกันการแบ่งกลุ่มข้อมูลที่สำคัญอีกประเภทหนึ่ง คือ การนำลักษณะการใช้งานและประเภทของถนน มาใช้เป็นเกณฑ์ในการจำแนกกลุ่มข้อมูล ซึ่งโดยทั่วไปสามารถแบ่งได้ดังนี้

7. ถนนระหว่างเมือง เป็นถนนที่มีการควบคุมการเข้าถึงอย่างสมบูรณ์วัตถุประสงค์หลักของถนนประเภทนี้คือเพื่อลำเลียงยวดยานเข้าสู่พื้นที่เมือง และเพื่อวิ่งผ่านเมือง

8. ทางด่วน และทางพิเศษ เป็นถนนที่มีการควบคุมการเข้าถึงอย่างสมบูรณ์เช่นเดียวกับถนนระหว่างเมือง แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของระบบถนนระหว่างเมือง มีวัตถุประสงค์การใช้งานคล้ายคลึงกับถนนระหว่างเมือง

9. ถนนเส้นหลัก ได้แก่ ถนนและทางที่มีปริมาณการจราจรสัญจรมากส่วนมากเป็นถนนสายยาวที่ทอดผ่านเมือง และมุ่งสู่พื้นที่ศูนย์กลางกิจกรรมหลักของเมืองนั้นๆ

10. ถนนเส้นรอง ได้แก่ ถนนและทางที่ทำหน้าที่เชื่อมต่อกับระบบถนนเส้นหลักอาจทำหน้าที่เป็นทางเชื่อมต่อเข้าสู่พื้นที่ และมีเส้นทางการให้บริการขนาดกลาง

11. ถนนป้อนเข้า ซึ่งทำหน้าที่ป้อนการจราจรจากถนนท้องถิ่น ไปสู่ระบบถนนหลัก ถนนป้อนเข้านี้เป็นโครงข่ายหลักที่นำกระแสจราจรให้เข้าถึงชุมชน

12. ถนนท้องถิ่น คือ ถนนที่ทอดผ่านชุมชนหรือหมู่บ้าน ทำหน้าที่เชื่อมกระแสจราจรจากภายนอกเข้าสู่ชุมชนหรือหมู่บ้านโดยตรง การที่ผู้วางแผนจะเลือกใช้แนวทางใดในการกำหนดขอบเขตพื้นที่สำหรับการเก็บรวบรวมข้อมูลนั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของโครงการ ลักษณะของข้อมูล งบประมาณในการดำเนินการกำลังคน และความละเอียดถูกต้องของข้อมูลที่ต้องการ การกำหนดขอบเขตพื้นที่ได้อย่างเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของโครงการและทรัพยากรที่มีอยู่ จะช่วยให้ผู้วางแผนได้รับข้อมูลที่ดี มีความน่าเชื่อถือสูง และสามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์ได้อย่างมั่นใจเป็นผลตามมา

Comments are currently closed.