News UpdateNews in Asia

ปัญหาของฟันที่ทำให้ต้องมีการจัดฟัน

ปัญหาของฟันที่ทำให้ต้องมีการจัดฟัน ผู้ที่มีปัญหาฟันเก ฟันซ้อน หรือฟันยื่นจนไม่สบกัน ปัญหาเหล่านี้จะทำให้ฟันสึกกร่อน เสียหาย หรืออาจทำร้ายกล้ามเนื้อกรามได้ บางกรณี ความผิดปกติดังกล่าวอาจพัฒนาจนส่งผลกระทบต่อรูปร่างของใบหน้า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องให้ทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเป็นผู้วินิจฉัย โดยประเมินจากประวัติการรักษาทางการแพทย์หรือทันตกรรม การตรวจในคลินิก แบบฟันของบุคคลคนนั้น และฟิล์มเอ็กซเรย์

ปัญหาของฟันที่ทำให้ต้องมีการจัดฟันขึ้นมีดังนี้:

– ฟันหน้ายื่น: เป็นสาเหตุที่พบเห็นได้มากที่สุด
– ฟันซ้อน: มักเกิดกับผู้ที่มีโครงกรามแคบมัก ทำให้พื้นที่ในช่องปากไม่กว้างพอสำหรับฟัน ส่งผลให้ฟันภายในช่องปากซ้อนทับกัน
– ฟันคุด: เป็นฟันแท้ที่ไม่งอกออกมา หรืออยู่ในตำแหน่งผิดที่ผิดทาง หากงอกขึ้นมาอาจส่งผลกระทบต่อฟันซี่อื่นๆ ได้
– ฟันไม่สมมาตรกัน: บางคนมีจุดศูนย์กลางของฟันบนและฟันล่างไม่ตรงกันทำให้ฟันทั้งสองแถวไม่สามารถสบกันได้สมบูรณ์จนทำให้ดูเหมือนฟันเก และมีปัญหาด้านการบดเคี้ยว
– ฟันสบลึก: ฟันแถวบนเลยหน้าฟันกรามมากเกินไปจนบังฟันล่างมิด
– ฟันสบกลับ: ฟันแถวบนสบอยู่ข้างหลังฟันล่าง
– ฟันสบเปิด: คือการที่ฟันบนและฟันล่างไม่สบกันแม้จะปิดปากแล้ว โดยภาวะเช่นนี้มักเกิดมาจากการที่เด็กดูดหัวแม่มือตัวเองมาเป็นเวลานาน ๆ

ควรเริ่มจัดฟันเมื่อไหร่?

การจัดฟันสามารถทำได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ โดยส่วนใหญ่จะเริ่มที่อายุประมาณ 11 – 13 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยที่ฟันแท้ขึ้นครบแล้ว ส่วนระยะเวลาการจัดฟันนั้น ขึ้นอยู่กับลักษณะฟันของแต่ละบุคคล ส่วนใหญ่จะใช้เวลาประมาณ 18 – 24 เดือน แต่ในกรณีที่ผู้ต้องการจัดฟัน มีอายุมากกว่า 25 ปีขึ้นไป อาจจำเป็นต้องใส่เครื่องมือนานกว่าปกติ และใส่ retainer ซึ่งเป็นพลาสติกเพื่อช่วยยึดฟันนานกว่าปกติด้วย

บางครั้งการจัดฟันก็จะทำให้รูปหน้าเปลี่ยนไป ซึ่งเกิดขึ้นได้จากสาเหตุดังต่อไปนี้

– การเจริญเติบโตของใบหน้า โดยทั่วไปแล้วขนาดของขากรรไกรจะถูกกำหนดโดยพันธุกรรม แต่เมื่อมีการจัดฟันอาจส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของใบหน้าได้ โดยจะมีผลเฉพาะในช่วงที่ขากรรไกรไม่โตเต็มที่ (ผู้หญิงใบหน้าจะโตเต็มที่เมื่อมีอายุ 14 – 16 ปี ส่วนผู้ชายคือ 18 ปี) แต่จะยับยั้งการเติบโตของขากรรไกรบนได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะหลังจากช่วงวัยรุ่นไปแล้ว ใบหน้าและขากรรไกรจะไม่มีการเจริญเติบโต
– ผลต่อรูปปาก เนื่องจากการจัดฟัน จะทำให้ฟันมีการเคลื่อนตำแหน่ง จากด้านหน้าไปยังหน้าหลัง ดังนั้นจึงทำให้มีผลต่อรูปทรงของริมฝีปาก
– ขากรรไกร บางกรณี อาจต้องมีการผ่าตัดขากรรไกร ดังนั้นอาจทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของรูปร่างขากรรไกรได้

ขั้นตอนการจัดฟัน

– ตรวจสุขภาพก่อนจัดฟัน: เนื่องจากการจัดฟันจะเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดปัญหาฟันผุหรือปัญหาสุขภาพช่องปากอื่นๆ ดังนั้นก่อนการจัดฟันทุกครั้งต้องมีการตรวจสุขภาพช่องปากและฟัน ถ้ามีฟันผุต้องอุดเสียก่อน จากนั้นทันตแพทย์จะขัดหินปูน และเคลือบร่องฟันที่มีหลุมลึก เพื่อป้องกันฟันผุในขณะจัดฟัน หากมีโรคเหงือกก็ต้องรีบรักษา บางกรณีอาจต้องถอนฟันบางซี่ เพื่อปรับตำแหน่งฟันและเพื่อรูปร่างที่ดีของฟันเคียงข้าง และในระหว่างที่จัดฟันผู้จัดฟันจะต้องได้รับการตรวจทำความสะอาดฟันเป็นระยะ

-การจัดฟัน: หลังจากตรวจสุขภาพฟันและรักษาจนผู้เข้ารับการจัดฟันมีสุขอนามัยช่องปากดีแล้ว ทันตแพทย์จะเริ่มประเมินลักษณะ รูปร่าง การจัดเรียงของฟัน ตรวจดูลักษณะของรากฟัน กระดูกที่รองรับบริเวณรากฟัน และลักษณะโครงสร้างใบหน้าโดยรวม ซึ่งมักมีการใช้เทคนิคเอกซเรย์ ปั้นแบบจำลองช่องปากพลาสติก และถ่ายภาพฟันไว้ จากนั้นจะจะประเมินว่าควรใช้เครื่องมือจัดฟันรูปแบบใด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัญหาของฟันหรือกรามของแต่ละคน จากนั้นจะนัดติดเครื่องมือจัดฟัน พร้อมทั้งแนะนำวิธีการดูแลฟันหลังจากติดเครื่องมือแล้ว

-หลังจัดฟัน: หลังจากนั้นทุกๆ เดือน ทันตแพทย์จะนัดปรับเครื่องมือจัดฟัน เพื่อให้แนวฟันค่อยๆ เคลื่อนเข้าในจุดที่ต้องการ

Comments are currently closed.